Way To Grow

แพลตฟอร์มสำหรับการเรียนรู้

Way To Grow เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเรียนรู้ ประกอบไปด้วย แหล่งการเรียนรู้ เนื้อหาบทเรียน เครื่องมือช่วยเรียนรู้ และที่ปรึกษาการเรียนรู้

แหล่งการเรียนรู้คือ เว็บไซต์ (waytogrow.io) และ โมไบล์แอพพลิเคชัน เป็นสถานที่ให้เด็กได้ค้นหาบทเรียน และใช้เครื่องมือช่วยในการเรียนรู้ เช่น การทดสอบความจำ นอกจากนั้นเด็กยังสามารถค้นหาที่ปรึกษาการเรียนรู้และนัดหมายได้ด้วย

เนื้อหาและบทเรียนประกอบไปด้วย บทความ วิดีโอ ที่สอนเกี่ยวกับพื้นฐานการเรียนรู้ การปรับเปลี่ยนทัศนคติ การพัฒนาตนเอง การเป็นผู้นำ การพัฒนาคนอื่น หรือแม้กระทั่งเทคนิคสำคัญสำหรับการเตรียมตัวสอบ

ปัญหาและที่มาของโครงการ

ระบบการศึกษาในปัจจุบันเป็นแบบ อุตสาหกรรม เป็นลำดับขั้นตอน ส่งต่อกันไป ในแต่ละขั้นตอนก็จะใช้หลักสูตรและแบบทดสอบเดียวกัน เพื่อผลิตคนที่มีมาตรฐานเดียวกัน

ระบบการศึกษาแบบนี้ไม่สามารถช่วยให้แต่ละคนค้นหาความสามารถเฉพาะตัว แต่มันจะทำให้เกิดสังคมที่คนทำงานไปวันๆ รอให้ถึงวันหยุด น้อยคนที่จะรักและทุ่มเทให้กับงานของตัวเอง

ระบบการสอนที่ให้ความรู้กับเด็ก โดยที่ไม่สนใจว่าเด็กจะรู้และเข้าใจแนวคิดได้ดีพอ และคาดหวังว่าเด็กทุกคนจะเรียนรู้ได้เหมือนกัน เรียนรู้ในอัตราเร็วที่เท่ากัน จากนั้นก็วัดผลด้วยแบบทดสอบเดียวกัน เด็กบางคนทำคะแนนได้ 75% บางคนทำได้ 90% หรือ 95%

สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันจะมีช่องว่างของความรู้ เมื่อเด็กที่สอบได้ 75% เลื่อนชั้นขึ้นไปเรียนวิชาที่ยากขึ้นกว่าเดิม เค้าก็จะขาดพื้นฐานที่จำเป็นไป 25% ทำให้เด็กเรียนไม่เข้าใจ และจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ยิ่งเลื่อนชั้นขึ้นไปเท่าไหร่ ช่องว่างของความรู้มันก็จะยิ่งเยอะขึ้น ทำให้เด็กเรียนไม่ทัน และในที่สุดก็จะคิดว่าตัวเองไม่ถนัดและทำให้เลิกสนใจวิชานั้นๆ ไป

การเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ เป็นทางเลือกที่เด็กๆ จะได้เรียนวิชานั้นๆ จนกว่าจะเชี่ยวชาญ จนกว่าจะพร้อม แล้วค่อยขยับขึ้นไปเรียนวิชาหรือเนื้อหาที่มันยากขึ้น

แนวคิดใหม่นี้จะช่วยให้เด็กเกิดความคิดที่ว่า เค้าสามารถเรียนรู้และเก่งได้ทุกวิชา ทำให้เด็กมีความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง ความสามารถที่จะเรียนรู้และเชี่ยวชาญได้ในทุกเรื่อง เปลี่ยนทัศนคติเป็นแบบเติบโต

เป้าหมายของการศึกษาไม่ควรที่จะเป็น

  • การได้เกรดดี เกรด 4 เกรด A
  • การได้เข้าไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชื่อดัง
  • การได้ทำงานที่ได้เงินเยอะที่สุด

แต่เป้าหมายของการศึกษาควรจะเป็นการกระตุ้น จุดประกายให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น

การศึกษาไม่ควรที่จะเน้น

  • การสอนให้เด็กๆ จำข้อมูล
  • การเป็นฝ่ายถูกต้องสมบูรณ์แบบเสมอ
  • การหลีกเลี่ยงการทำผิดพลาด

แต่การศึกษาควรเน้นให้เด็กๆ ได้คิด ได้สงสัย สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การตอบถูก แต่เป็นโอกาสที่จะได้ถามคำถาม โอกาสที่จะได้ลองทำใหม่อีกครั้ง

การทำผิดพลาด การทำข้อสอบไม่ผ่านครั้งเดียว ไม่ควรนำมาใช้เป็นตัวตัดสินชีวิตของเด็กๆ สิ่งที่จะทำให้คนประสบความสำเร็จได้ คือ

  • การเรียนรู้จากความผิดพลาด เราฉลาดขึ้นเมื่อเราทำผิด และจะฉลาดขึ้นอีกถ้าได้แก้ไขข้อผิดพลาด
  • การมีวินัย ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเอง สร้างนิสัยที่ดี

ความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลง

รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันจะแยกกลุ่มนักเรียนตามอายุ และสอนความรู้ให้เด็กด้วยความเร็วเท่ากันทุกคน หลังจากเรียนเนื้อหาบางส่วน ก็จะมีการบ้านให้ทำ อาจจะมีการบ้านทุกวัน แลังจากนั้นก็จะมีการสอบ ซึ่งการสอบมันทำให้เราเห็นช่องว่างความรู้ของเด็กแต่ละคน แต่แทนที่เราจะปิดช่องว่างนั้น เรากลับปล่อยให้เด็กเลื่อนชั้นขึ้นไปเรียนเนื้อหาที่มันยากขึ้น แล้วมันก็จะเกิดช่องว่างสะสมมากขึ้น เด็กก็จะเรียนไม่ทัน ทำให้เด็กเลิกสนใจ และคิดว่าตัวเองไม่ถนัดวิชานั้น

ต่างจากนักกีฬา ที่จะต้องฝึกฝนร่างกาย เรียนรู้เทคนิคพื้นฐาน ซ้อมแล้วซ้อมอีก จนร่างกายพร้อม ถึงจะไปเรียนเทคนิคที่ซับซ้อนมากขึ้น การเรียนรู้ในชั้นเรียนก็ควรจะเป็นเดียวกัน เด็กควรจะเรียนจนรู้ให้เชี่ยวชาญ ให้พร้อมก่อนแล้วค่อยขยับไปเรียนเนื้อหาอื่นที่ยากขึ้น

เราควรจะปล่อยให้เด็กได้ใช้เวลาเต็มที่เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจเนื้อหา เมื่อก่อนการทำแบบนี้มันเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไป มันไม่สะดวกที่จะให้ครูเตรียมการสอนที่ต่างกันสำหรับเด็กแต่ละคน แต่ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสาร สื่อการเรียนรู้มีมากมาย เด็กจะเรียนตอนไหนก็ได้ ถ้าเค้าต้องการเวลาเพื่อฝึกฝนทำแบบฝึกหัด เค้าก็สามารถทำได้ การเรียนรู้เพื่อให้เชี่ยวชาญ ตอนนี้มันทำได้แล้ว

เราต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ จากเดิมที่เป็นการป้อนความรู้ให้เด็กๆ เปลี่ยนไปกระตุ้นให้เด็กได้สังเกตและเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ครูควรสนับสนุนให้เด็กรู้จักคิดในแบบของตัวเอง

คอมพิวเตอร์ควรจะช่วยให้คนคิดและทำงานได้ดีมากขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เราเสียเวลา เสียสมาธิ เพลิดเพลินไปกับความบันเทิง สุดท้ายมันจะทำให้เราเสียโอกาส ทำให้เราไม่ได้ใช้ศักยภาพที่แท้จริง

เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับสัญชาตญาณการเรียนรู้ เด็กทารกมองหน้าผู้ใหญ่ เรียนรู้รูปแบบและพยายามเข้าใจการทำงานของวัตถุต่างๆ ทำให้เด็กๆ ต้องถามตลอดเวลา ชอบรื้อชิ้นส่วนของเล่นและพยายามประกอบใหม่

แต่เมื่อถึงเวลาต้องไปโรงเรียน ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป พ่อแม่ผู้ปกครองต่างก็ทำลายความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของเด็ก โดยการส่งลูกไปโรงเรียนเพื่อจำกัดความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ปิดกั้นความสามารถในการเรียนรู้ เด็กต้องนั่งฟังครูพูดอยู่ในห้องเรียน ถ้าเด็กไม่เบื่อ ก็กลัวว่าจะโดนเรียกให้ตอบคำถามที่ไม่รู้คำตอบ การเรียนการสอนที่โรงเรียน ทำให้เด็กเกิดความกลัวและกังวลอย่างต่อเนื่อง จนถึงระดับมหาวิทยาลัย

เป้าหมายของ Way To Grow

ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเข้าใจ ให้คนส่วนใหญ่เข้าถึง สะกิดให้ตระหนักและเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเรียนรู้ เช่น

  • เราเรียนรู้และฉลาดขึ้นเมื่อทำผิดและแก้ไขข้อผิดพลาด
  • ให้ความสำคัญกับความขยัน มีวินัย ความพยายาม มากกว่าพรสวรรค์
  • หยุดทำให้เด็กกลัว หยุดถามเด็ก แล้วกระตุ้นให้เกิดความสงสัย ให้เด็กถามคำถาม
  • ไม่เน้นการท่องจำ แต่ให้ความสำคัญกับการฟัง การคิด การถาม และการเขียน